110ปีชาตกาล ปรีดี พนมยงค์:อย่าปล่อยให้คนดีไร้ที่ยืนในประเทศ

ปรีดี พนมยงค์(11 พฤษภาคม พ.ศ. 2443 — 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2526)-ผู้อภิวัฒน์การปกครองของประเทศไทย หัวหน้าขบวนการเสรีไทย เป็นผู้มีคุณูปการแก่ชาติ อย่างมากมาย แต่กลับกลายเป็นบุคคลที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีมากที่สุดคนหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ สุดท้ายกลายเป็น “คนดี” ที่เมืองไทยไม่ต้องการและเมื่อถึงแก่กรรมก็ได้ฟื้นเกียรติคืนมา

โดย นักวิชาการลูกพ่อขุน
11 พฤษภาคม 2553

หลังสงครามโลก ครั้งที่สอง ประเทศไทยบริหารด้วยรัฐบาลพลเรือนที่มีแนวโน้มประชาธิปไตยอย่างมาก ปรีดี พนมยงค์ได้รับการยกย่องเป็นรัฐบุรุษและอยู่ในฐานะผู้ที่มีบทบาททางการเมือง

จน กระทั่งวันที่ 24 มีนาคม 2489 ท่านก็ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยตนเองในระบบรัฐสภา ปรากฏว่า ในระหว่างที่ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนี้เองได้เกิดเหตุร้ายเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 เพราะสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 เสด็จสวรรคตด้วยพระแสงปืน

เหตุการณ์นี้ ทำให้ศัตรูทางการเมืองของปรีดี พนมยงค์ ซึ่งก็คือพวกอนุรักษ์นิยมเจ้า และพรรคการเมืองฝ่ายค้าน สบโอกาสในการทำลายนายปรีดี โดยการกระจายข่าวไปตามหนังสือพิมพ์ ร้านกาแฟ และสถานที่ต่างๆ รวมทั้งส่งคนไปตะโกนในโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพฯ ว่า “ปรีดีฆ่าในหลวง” ซึ่งเป็นคำกล่าวหาที่ร้ายแรงมาก กลายเป็นกระแสข่าวลือ และนำไปสู่การลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองทั้งหมดในเดือนสิงหาคม 2489

และ ต่อมาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 คณะรัฐประหารซึ่งประกอบ ด้วย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ พ.อ.กาจ กาจสงคราม พ.อ.เผ่า ศรียานนท์ พ.อ. สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศ และพยายามจับกุมตัวท่านปรีดี พนมยงค์ แต่ท่านทราบข่าวก่อนเพียงไม่กี่นาที จึงหนีทันและต่อมาได้ลี้ภัยการเมืองไปยังบริติชมลายา

จนถึงเดือน กุมภาพันธ์ 2492 ท่านได้พยายามกลับมาก่อรัฐประหารยึดอำนาจคืน แต่ประสบความพ่ายแพ้ จากนั้นได้ลี้ภัยต่อไปอยู่ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน แล้วได้พำนักอยู่ที่นั่นเป็นเวลาถึง 21 ปี ก่อนจะลี้ภัยต่อไปยังประเทศฝรั่งเศส

ในระหว่างที่ลี้ภัยต่างประเทศ นี้ การใส่ร้ายป้ายสีของฝ่ายรัฐบาลเผด็จการ ร่วมกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม เพิ่มทวีใน 2 ข้อหา คือ กรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 และข้อหาคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะการใส่ร้ายกรณีสวรรคต ดำเนินการโดยนายตำรวจคนสำคัญ คือ พล.ต.อ.พระพินิจชนคดี (เซ่ง อินทรทูต)

และในที่สุด ก็ได้นำคดีฟ้องต่อศาล ทั้งที่หลักฐานอ่อนมาก ในกรณีนี้ นำมาซึ่งการประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์ 3 คน คือ นายชิต สิงหเสนี นายบุศย์ ปัททมศรินทร์ และนายเฉลียว ปทุมรส กรณีนี้ ถือได้ว่าเป็นจุดด่างในกระบวนการยุติธรรมของไทย

กระแสการใส่ร้าย ป้ายสีในฐานะฆาตกรกรณีสวรรคต และการโจมตีว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ทำให้ภาพลักษณ์ของนายปรีดี เสียหายอย่างมาก จนกระทั่ง เมื่อเกิดกรณี 14 ตุลาคม 2516 จึงได้เริ่มเกิดกระแสรื้อฟื้นภาพลักษณ์ ของปรีดี พนมยงค์อย่างจริงจัง

หลังกรณี 6 ตุลาคม การกล่าวหาเรื่องกรณีสวรรคต ก็ไม่เป็นที่ยอมรับอีกต่อไปในวงการวิชาการ ความพยายามในการที่จะสร้างเรื่องตอกย้ำความเป็นฆาตกรของปรีดี ไม่ประสบผล ส่วนหนึ่ง ก็มาจากการที่หลักฐานในการกล่าวหาไม่สามารถที่จะสร้างให้มีน้ำหนักได้เลย นอกจากนี้คุณงามความดีที่ทำมาในอดีตของนายปรีดี ก็มีผู้นำมาศึกษาและเผยแพร่มากขึ้น

หลังจากที่ใช้ชีวิตอย่างสงบอยู่ ชานกรุงปารีสมานาน 13 ปี ปรีดี พนมยงค์ ก็ถึงแก่กรรม รวมอายุได้ 86 ปี

ชีวิต ของ ปรีดี พนมยงค์ สามารถที่จะสรุปได้ดังนี้ “คือผู้อภิวัฒน์การปกครองของประเทศไทย หัวหน้าขบวนการเสรีไทย เป็นผู้มีคุณูปการแก่ชาติ อย่างมากมาย แต่กลับกลายเป็นบุคคลที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีมากที่สุดคนหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ สุดท้ายกลายเป็น “คนดี” ที่เมืองไทยไม่ต้องการและเมื่อถึงแก่กรรมก็ได้ฟื้นเกียรติคืนมา”

ผม เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศคงไม่อยากให้คนที่ทำดีเพื่อบ้านเมืองต้องประสบชะตา กรรมอย่างท่านอีก สิ่งที่ท่านปรีดีประสบไม่ต่างอะไรกับเหตุการณ์บ้านเมืองในตอนนี้ กลุ่มคนเดิมๆยังคงทำเรื่องเดิมๆ เพื่อแสวงหาหนทางที่จะรักษาอำนาจที่เคยมี และจะไม่ยอมหยุดจนกว่าจะได้สิ่งที่พวกเขาต้องการ

ซึ่งผมเอง ก็จะไม่ยอมให้เมล็ดพันธุ์แห่งประชาธิปไตยที่ท่านปรีดี ได้ใช้ทั้งชีวิตสร้างมาต้องล่มสลายไปในรุ่นผมอย่างแน่นอน…

Posted by นักข่าวชาวรากหญ้า at 5/11/2010 04:29:00 หลังเที่ยง