พณฯ ทักษิณ โผล่ยิ้มเผล่สยบข่าวลือตายแล้ว จาตุรนต์-นชป.จ่อส่งมาร์คขึ้นศาลอาชญากรระหว่างประเทศ


วันพฤหัสบดี, เมษายน 29, 2010

พณฯทักษิณ โผล่ยิ้มเผล่สยบข่าวลือตายแล้ว จาตุรนต์-นชป.จ่อส่งมาร์คขึ้นศาลอาชญากรระหว่างประเทศ



ยังๆ ฉันยังไม่ตาย ยังหายใจสบาย และยิ้มได้เต็มหน้า-[ภาพ บน]อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ทักษิณ ชินวัตร ยืนอยู่กับธงชาติของมอนเตเนโกร เพื่อยืนยันสุขภาพของเขา ภาพนี้ถูกถ่ายไว้ในวันที่ 26 เมษายน 2553 “ทักษิณตอนนี้เป็นพลเมืองของมอนเตเนโกร และพำนักในมอนเตเนโกรในเวลานี้”Tamara Ralevic โฆษกตำรวจมอนเตเนโกรระบุ(ภาพข่าว:รอย เตอร์)[ภาพล่าง]ทักษิณโพสท่าถ่ายรูปที่มอสโคว์ รัสเซีย เมื่อ 27 เมษายน 2553 (ภาพข่าว:รอย เตอร์)ทั้งนี้ฝ่ายต่อต้านทักษิณหวังว่า หากทักษิณตายซะคน วิกฤตการณ์เมืองไทยจะจบ ม็อบจะยุติ พรรคเพื่อไทยจะแตก ซึ่งสะท้อนถึงความสิ้นหวังสุดขีดของฝ่ายที่ต่อต้านเขา

————–

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 เมษายน 2553

ทักษิณ โทรจากรัสเซียสยบข่าวลือตาย

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง ว่า จากการปะทะกันกันเมื่อวันที่ 28 เมษายน ซึ่งมีทหารเสียชีวิต 1 นาย และผู้บาดเจ็บจำนวนมากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้โทรศัพท์ทางไกลจากประเทศรัสเซีย มาพูดคุยกับตนในช่วงดึกวันที่ 28 เม.ย.น้ำเสียงใสแจ๋ว สุขภาพสมบูรณ์ โดยได้แสดงความเป็นห่วงการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง และกำชับตนให้ระมัดระวังการเคลื่อนไหว เพราะการฆาตกรรมจากรัฐบาลเกิดขึ้นได้ในทุกขณะ

นปช.จ้องเอา มาร์คขึ้นศาลอาชญากรระหว่างประเทศแบบเขมรแดง

นายจตุพร กล่าวว่า จากเหตุการณ์การปะทะกันที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย.นั้น ทางแกนนำคนเสื้อแดง ได้ประสานงานไปยังทีมกฎหมาย ซึ่งเป็นชาวต่างชาติให้เข้ามาหารือ และพูดคุยเรื่องการฟ้องร้อง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้อง ในข้อหาฆาตกรรมประชาชน ในศาลอาญาระหว่างประเทศ ที่เวทีปราศรัยสี่แยกราชประสงค์ ซึ่งศาลอาญาระหว่างประเทศนี้เป็นศาลเดียวกับที่เคยพิจารณาคดีฆ่าล้างเผ่า พันธุ์ในประเทศรวันดา และประเทศกัมพูชา ซึ่งเราเชื่อว่า การสั่งฆ่าประชาชนเมื่อวันที่ 10 เม.ย.นั้นเป็นกรณีเดียวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา และกัมพูชา

จาตุรนต์ ให้มาร์คเลิกวิชามารกล่าวหาเสื้อแดงก่อการร้าย-ล้มสถาบัน
นาย จาตุรนต์ ฉายแสง แถลงถึงการตั้งข้อกล่าวหาของรัฐบาลอภิสิทธิ์ต่อการชุมนุม ผู้ชุมนุม ในเรื่องการก่อการร้าย ล้มสถาบัน และศาลคดีอาญาระหว่างประเทศ โดยระบุว่า

ผมอยากจะเตือนนายกฯอภิสิทธิ์ด้วยความห่วงใยต่อบ้านเมือง และต้องแสดงความห่วงใยต่อนายกฯอภิสิทธิ์เองด้วย การที่รัฐบาลได้ดำเนินการในการยกระดับข้อกล่าวหาในลักษณะที่มีการบิดเบือน ใส่ร้าย กล่าวหาผู้ชุมนุมที่เรียกร้องให้ยุบสภา ต่อมาได้พยายามทำให้เห็นว่า การเคลื่อนไหวการชุมนุมมีลักษณะเป็นขบวนการที่มีลักษณะเป็นการก่อการร้าย และเป็นขบวนการที่ต้องการล้มล้างสถาบัน การกล่าวหาในลักษณะนี้ ไม่ได้มีหลักฐานข้อเท็จจริง และกล่าวหาเกินจริงไปมาก มุ่งที่จะทำให้เกิดความเกลียดชังต่อผู้ชุมนุม และสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้กำลังเข้าปราบปราม ถึงขั้นที่จะใช้กำลังอาวุธเข้าเข่นฆ่าประชาชน

การดำเนินการในลักษณะ อย่างนี้ ถ้ายังทำต่อไป จะทำให้สุญเสียชีวิตเลือดเนื้อประชาชนจำนวนมาก รวมทั้งจะทำให้เกิดความขัดแย้งของคนในชาติอย่างรุนแรงชนิดที่ไม่เคยปรากฏมา ก่อน ถึงตอนนี้มีจำเป็นที่จะต้องมาเตือน ช่วยกันเรียกร้องกดดันต่อนายกฯอภิสิทธิ์เปลี่ยนใจเสียใหม่ ล้มเลิกการกระทำ ความพยายามต่างๆเหล่านี้

เรื่องของการกล่าวหาว่า การชุมนุมนี้เป็นการชุมนุมโดยผู้ก่อการร้าย หรือมีผู้ก่อการร้ายร่วมอยู่ในการขบวนการชุมนุม เป็นการกล่าวหาที่ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ แล้วยังไม่มีข้อกฎหมายรองรับเลย ถ้าจะพิจารณาจากความเห็นของรองเลขาธิการศาลยุติธรรม จะเห็นว่า การชุมนุมของนปช. – คนเสื้อแดง ไม่เข้าข่ายที่จะถือได้ว่าเป็นการก่อการร้ายเลยแม้แต่น้อย รวมทั้งยังมีข้อกฎหมายที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรม การชุมนุมที่คุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ถือเป็นการก่อการร้าย จะเอากฎหมายว่าด้วยการก่อการร้ายมาใช้กับผู้ชุมนุมเหล่านี้ไม่ได้

นอก จากนั้น ถ้าดูจากข้อกฎหมายในเรื่องที่จะบอกว่า การกระทำอย่างใดจึงจะถือว่าเป็นการก่อการร้ายนั้น แม้แต่การที่มีบุคคลไปยิงเอ็ม 79 ที่โน้นที่นี่ รวมทั้งกลุ่มคนชุดดำที่ยิงใส่ทหารในวันที่ 10 เมษายน 2553 ก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดขวางต่อการทำงานของเจ้าพนักงานหรือพยายามฆ่าเจ้า พนักงาน แต่ก็ไม่ถือเป็นการก่อการร้าย แม้แต่คนที่ยิงปืนเอ็ม 79 หรือ คนที่ยิงปืนใส่เจ้าหน้าที่ ก็ยังไม่ถือเป็นการก่อการร้าย เพราะการก่อการร้ายจะต้องมีเจตนาพิเศษ เป็นการก่อการร้ายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศ กระทำการหรือไม่กระทำการอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง

ข้อ อื่นๆในคำชี้แจงของรองเลขาธิการศาลยุติธรรมก็เห็นได้ชัดเจนว่า การกระทำทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ไม่มีอะไรที่ถือได้ว่าเป็นการก่อการร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชุมนุมของประชาชนและแกนนำของนปช.ทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นการชุมนุมที่เรียกร้องความเป็นธรรม เรียกร้องประชาธิปไตย ยิ่งไม่เข้าข่ายการชุมนุมที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นการก่อการร้าย แต่ว่ารัฐบาลยังคงดึงดันที่จะใช้คำนี้ และใช้หลักกฎหมายเรื่องนี้ เพื่อสร้างความเกลียดชังต่อผู้ชุมนุมและสร้างความชอบธรรมในการใช้อาวุธเข้า ประหัตประหารผู้ชุมนุม

ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ ในช่วง 6 ปีมานี้ มีผู้เสียชีวิตไปแล้วประมาณ 4,100 กว่าคน และมีผู้บาดเจ็บที่เป็นเป็นอาการบาดเจ็บสาหัสอีก 6,500 กว่าคน รัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านมารวมทั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็ยังไม่เรียก เหตุการณ์ 3 จังหวัดภาคใต้ว่าเป็นการก่อการร้ายแม้แต่ครั้งเดียว แต่ ในกรณีนี้ที่มีการชุมนุมของประชาชนให้ยุบสภา กลับเรียกว่าเป็นการก่อการร้าย ซึ่งเป็นการแสดงเจตนาของรัฐบาลที่ต้องการใช้ความรุนแรงและมาตรการที่รุนแรง ในการปราบปรามประชาชน

ส่วนอีกกรณีหนึ่งที่รัฐบาลใช้มาเป็นข้อกล่าว หาต่อผู้ชุมนุม คือ การกล่าวหาว่ามีขบวนการล้มสถาบันล้มเจ้า การกล่าวหานี้ได้ทำในลักษณะจับแพะชนแกะ เอาชื่อคน ชื่อองค์กรต่างๆ มารวมกันเข้า และใช้การกล่าวหาอย่างเลื่อนลอย แต่เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง ไม่มีพยานหลักฐาน และที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีการดำเนินคดีกับบุคคลเหล่านี้ นอกจากนั้นก็เห็นได้ชัดว่า บุคคลที่ถูกกล่าวหาเป็นฝ่ายการเมืองที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาลปัจจุบัน ทั้งสิ้น การกล่าวหาในลักษณะนี้ ก็จะทำให้เกิดความเกลียดชังต่อประชาชนผู้ชุมนุม เพระว่าเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน อ่อนไหว ประชาชนย่อมไม่พอใจ ทั้งๆที่ข้อกล่าวหาเหล่านี้ เกิดขึ้นโดยไม่มีหลักฐานข้อเท็จจริงรองรับเลยแม้แต่น้อย

 

“ทำ ให้เห็นได้ว่า ทั้ง 2 เรื่อง คือ ข้อกล่าวหาเรื่องการก่อการร้าย กับเรื่องล้มเจ้าล้มสถาบัน เป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย เพื่อมุ่งที่จะปราบเข่นฆ่าประชาชน”

 

ในการดำเนินการที่ ผ่านมา การสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 เหตุการณ์ล่าสุดเมื่อวานนี้ที่ใช้กำลังทหารไปขัดขวางการสัญจรของประชาชน และนำไปสู่การใช้อาวุธต่อประชาชนบาดเจ็บไปจำนวนมาก รวมทั้งยังได้เกิดอุบัติเหตุที่เจ้าหน้าที่ยิงกันเอง จนกระทั่งทำให้ทหารเสียชีวิตไป 1 คน แสดงให้เห็นถึงการใช้กำลังอาวุธ ใช้ความรุนแรงเกินความจำเป็น ไม่เป็นสัดส่วนอย่างเหมาะสมกับการกระทำของผู้ชุมนุม

การดำเนินการใน ลักษณะนี้ของรัฐบาล เป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักว่าด้วยมาตรการในการสลายการชุมนุมของสหประชาชาติ ซึ่งกำหนดว่า การจะใช้อาวุธต่อผู้ชุมนุม จะทำได้เฉพาะในกรณียกเว้นและเป็นกรณีพิเศษ รวมทั้งจะต้องทำในลักษณะที่เป็นสัดส่วนเหมาะสมกับการชุมนุม เช่น หากผู้ชุมนุมใช้อาวุธ จึงจะใช้อาวุธตอบโต้ เพื่อเป็นการป้องกันชีวิตของเจ้าหน้าที่ แต่การใช้อาวุธของเจ้าหน้าที่ในทั้ง 2เหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 และเมื่อวานนี้ (28 เมษษยน2553)ได้ใช้เกินกว่าความจำเป็นอย่างมาก

ใน หลักว่าด้วยการสลายการชุมนุมของสหประชาชาติ ยังได้ระบุไว้ด้วยว่า แม้ว่าจะได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว เจ้าหน้าที่ทั้งหมดยังต้องเคารพในความเป็นมนุษย์ของผู้ชุมนุม ไม่สามารถที่จะใช้อาวุธเข้าประหัตประหารประชาชนได้ตามอำเภอใจ ไม่ใช่ว่าเมื่อมีการประกาศพรบ.ความมั่นคงฯ – พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว จะยิงใครทิ้งเล่นๆได้ตามใจชอบ หลักการเหล่านี้ได้มีเป็นหลักสากลไว้อยู่แล้ว และขณะนี้รัฐบาลนี้ได้ละเมิดหลักการนี้อย่างชัดเจน

นอกจากนั้นที่ ผมอยากจะเตือนไปถึงนายกฯอภิสิทธิ์ก็คือ ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเฮก เมื่อลงนามในอนุสัญญาแล้วอย่างนี้ รัฐบาลที่ได้ดำเนินการขัดต่อหลักว่าการด้วยการสลายการชุมนุมของสหประชาชาติ ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ต่อไปข้างหน้า เมื่อมีพรรคการเมืองที่ไม่ได้เป็นฝ่ายเดียวกันกับพรรคประชาธิปัตย์มาเป็น รัฐบาล และรัฐบาลนั้นสามารถที่จะลงนามเพื่อเป็นภาคีในอนุสัญญานี้ และสามารถที่จะหยิบยกเรื่องการสลายการชุมนุมทั้งวันที่ 10 เมษายน 2553 กับ 28 เมษายน 2553 และถ้าจะมีการสลายการชุมนุมขึ้นอีกที่ราชประสงค์ มาเป็นคดีฟ้องคดีอาญาต่อศาลอาญาที่กรุงเฮกได้

การฟ้องนี้จะเป็นการ ฟ้องต่อบุคคล เช่น การฟ้องต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะที่เป็นพลเรือน แม้จะไม่ได้เป็นผู้บัญชาการทหารโดยตรง แต่เป็นพลเรือนที่สั่งการให้ทหารเข้ากระทำการใช้ความรุนแรงต่อประชาชน การดำเนินคดีในลักษณะนี้ จะเกิดขึ้นและถูกตัดสินโดยศาลคดีอาญาระหว่างประเทศ ที่กรุงเฮก เหมือนกับผู้นำบางประเทศได้ถูกดำเนินคดีกันมาแล้ว

เพราะ ฉะนั้นที่อยากจะเตือนก็คือว่า ต้องหยุดการสร้างเรื่อง บิดเบือน ให้ข่าวแต่ฝ่ายเดียว เพื่อสร้างความเกลียดชังและสร้างความชอบธรรมในการปราบเข่นฆ่าประชาชน เพราะจะก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อประเทศ จะทำให้ประเทศเข้าสู่กลียุค ในยุคที่ประชาชนกับรัฐต่อสู้ใช้ความรุนแรงต่อกัน หรือ ประชาชนต่อประชาชนประหัตประหารกันเอง สิ่งที่ต้องเตือนก็คือว่า ถ้ายังคงทำอย่างนี้ต่อไป ในอนาคตคุณอภิสิทธิ์ในฐานะบุคคลคนหนึ่งไม่ว่าจะอยู่ในฐานะตำแหน่งใดหรือไม่ อาจจะถูกดำเนินคดีในศาลคดีอาญาระหว่างประเทศ และจะต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรงมาก จึงอยากให้พิจารณาทบทวนการดำเนินการอย่างที่ทำโดยเร็วที่สุด

ผู้ สื่อข่าว : อนุสัญญาว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ขณะนี้มีสถานะอย่างไร

จาตุรนต์ – ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาไว้แล้ว ยังไม่ได้เป็นภาคี แต่ว่าจะเป็นภาคีหรือไม่ก็ตาม หากมีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาให้พิจารณาได้ โดยเฉพาะการได้รัฐบาลที่ไม่ใช่ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาเมื่อใด การไปลงนามภาคีในอนุสัญญานี้ก็ทำได้ง่ายๆ และสามารถหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาได้

ความผิดก็จะเป็นความผิดฐาน เป็นอาชญากรต่อมนุษยชาติ เมื่อมีการปราบปรามโดยใช้กำลังอาวุธทำให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ที่พูดนี้หมายความว่า ยิ่งมีการเข้าสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ ก็จะเข้าข่ายนั้น เวลานี้ก็เข้าข่ายอยู่แล้ว แต่ว่าหากมีการสลายที่ราชประสงค์อีก และเกิดเหตุการณ์ลุกลามบานปลายที่ทำให้คนเสียชีวิตบาดเจ็บจำนวนมาก ก็จะเข้าการเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เข้าข่ายตามอนุสัญญานี้ทันที เรื่องนี้ ไม่มีอายุความ

นักศึกษานิติฯรามคำแหงฟ้องศาล ปกครองให้ยกเลิกคำสั่งเผด็จการ

นายพุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล นักศึกษานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดเผยว่าได้ยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ต่อศาลปกครองสูงสุด และศาลประทับรับฟ้องตามคดีหมายเลขดำที่ ฟ 23/2553 เมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา โดยขอให้ศาลเพิกถอนประกาศฉุกเฉินของรัฐบาล ยกเลิกคำสั่งเซ็นเซอร์สื่อ ขอให้ระงับการใช้กำลังทหารติดอาวุธปราบผู้ชุมนุม (รายละเอียดคำฟ้อง)

Posted by นักข่าวชาวรากหญ้า at 4/29/2010 03:51:00 หลังเที่ยง

http://thaienews.blogspot.com/2010/04/blog-post_7627.html